29 พฤษภาคม 2554

วัดฉลอง หรือวัดไซยธาราราม จังหวัดภูเก็ต














วัดฉลอง ภูเก็ต

วัดฉลองหรือวัดหลวงพ่อแช่ม เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ซึ่งมีเรื่องรวมถึงความศักดิ์สิทธิ์ คุณงามความดีของหลวงพ่อแช่มแห่งวัดฉลอง เป็นที่พึ่งให้แก่ชาวบ้าน ในครั้นการต่อสู้กับพวกอั้งยี่ และเรื่องเล่าเกี่ยวกับไม้เท้าของท่านที่จิ้มบริเวณที่เป็นไฝ หรือปาน จะทำให้จางไปเอง

นอกจากหลวงพ่อแช่มแล้วยังมีหลวงพ่อช่วง และหลวงพ่อเกลื้อม ซึ่งเป็นที่เคราพศรัทธาของชาวบ้านมาก ซึ่งท่านทั้งสองมีชื่อเสียงการปรุงสมุนไพร  และรักษาโรค ถึงแม้ว่าปัจจุบันท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ก็ยังมีชาวบ้านที่มีเรื่องทุกข์ร้อน ก็จะไปกราบไหว้ บนบานไม่ขาดสาย ปัจจุบันนี้ได้ประดิษฐานองค์ท่านทั้งสามที่วิหารที่สร้างอย่างสวยงาม เป็นมณฑปจัตุรมุก ซึ่งได้จัดสร้างขึ้นเมื่อ 2497 และต่อจากนั้นได้มีการบูรณะ เมื่อ 2531 ภายในมีการตกแต่งแกะสลักเรื่องราวเวชสันดรชาดก

พระมหาเจดีย์ พระจอมไท
พระมหาเจดีย์ พระจอมไท เป็นเจดีย์ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อไม่นาน ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านหลังของวัด ภายในเงียบสงบ บริเวณชั้นแรกจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปรางค์ต่าง ๆ มากมาย และบริเวณด้านข้างผนังจะเป็นภาพวาดพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ตอนประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพาน ที่งดงามมาก เมื่อขึ้นไปด้านบนสุดจะเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ และด้านนอกของเจดีย์ สามารถที่จะชมทิวทัศน์ของบริเวณในวัดทั้งหมดได้อย่างสวยงาม

กุฏิจำลอง
กุฏิจำลองเป็นทรงศาลาไทย โดยตัวเรือนเป็นไม้สักทั้งหลังแกะสลักสวยงาม ภายในระดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อแช่ม หลวงพ่อช่วง หลวงพ่อเกลื้อม  ซึ่งทั้งสามท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดฉลองแห่งนี้ และภายในยังมีการจัดแสดงเครื่องใช้ของหลวงพ่อแช่มอีกด้วย

วิหารท่านเจ้าวัด
วิหารท่านเจ้าวัด ภายในประดิษฐานพระประธานปรางมารวิชัย  ทางด้านขวามีขององค์พระมีรูปปั้นยักษ์ครึ่งตนยืนถือกระบอก  เรียกว่า " นนทรีย์ " และด้านซ้ายขององค์พระจะมีรูปปั้นแป๊ะนั่งตะบันหมาก ชาวบ้านเรียกว่า " ตาขี้เหล็ก " ซึ่งชาวบ้านมักนิยมมาขอเลขเด็ดกันมาก

การเดินทางสู่วัดฉลอง
วัดฉลองอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 8 กิโลเมตร อยู่ในเขตตำบลฉลอง  จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 4021 หรือ ถนนเจ้าฟ้าตะวันตก ช่วงเลยสะพานมากเล็กน้อยจะเป็นทางโค้งทางเข้าวัดจะอยู่ปลายของโค้งด้านขวามือ

วัดพระทอง จังหวัดภูเก็ต
















วัดพระทอง จังหวัดภูเก็ต

วัดพระทอง หรือวัดพระผุด เป็นวัดที่มีพระประธานไม่เหมือนวัดอื่น คือพระประธานจะมีลักษณะเพียงครึ่งองค์ ดูคล้ายโผล่ขึ้นมาจากดิน จนชาวบ้านเรียกกันมานานว่า " พระผุด "

เรื่องการกำเนิดของพระผุดนั้น ไม่ปรากฏที่มาที่ไปชัดเจน แต่ในนิทานพื้นบ้านได้เล่าถึงกำเนิดของพระผุดเอาไว้ว่า  มีเด็กคนหนึ่งนำควายไปผูกล่ามไว้กับหลัก พอกลับถึงบ้านเด็กและควายก็ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากนั้นพ่อเด็กก็ฝันว่าลูกชายของตนได้นำควายไปผูกไว้ที่พระเกตุมาลาก่อนจะเสียชีวิต  รุ่งขึ้นจึงไปดูจึงรู้ว่าเป็นพระพุทธรูป  แต่ก็ขุดได้เพียงครึ่งองค์เท่านั้น  ซึ่งในยุคที่พม่าบุกยกทัพเข้าตีเมืองถลาง ก็ได้พยายามที่จะขุดเอาพระผุด แต่พอขุดก็ไปเจอมดคันพิษและต่อแตนต่อย ทำให้ขุดไม่ได้

ครั้นต่อมามีพระธุดงค์มาปักกลดแถวนั้น  เมื่อเห็นพระผุดจึงได้สร้างโบสถ์ขึ้นคลุมพระผุด พร้อมๆกับอันเชิญเป็นพระประธานของโบสถ์ ในปัจจุบันพระผุดที่โบสถ์วัดพระทองจะมีอยู่ด้วยกันสอง คือ องค์ใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นครอบองค์จริงที่ผุดขึ้นมาจากดินอีกที  ส่วนองค์เล็กสร้างขึ้นบนฐานเอาไว้ให้คนทั่วไปปิดทอง

นอกจากนั้นบริเวณวัดยังมีพิพิธภัณ์พื้นบ้าน ตั้งอยุ่บริเวณชั้น 2 ของศาลาใกล้โบสถ์พระผุด  ภายในอาคารจัดแสดงโบราณวัตถุและข้าวของเครื่องใช้ของเมืองภูเก็ต ที่ได้มาจากการสะสมของวัดและการบริจาคของชาวบ้าน

การเดินทางสู่วัดพระทอง
จากตัวเมืองภูเก็ต ใช้ทางหลวงหมายเลข 402 พอถึง อ.ถลาง ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปยังวัดพระทองตามป้ายที่บอกข้างทาง

วัดพระนางสร้าง จังหวัดภูเก็ต
















วัดพระนางสร้าง ภูเก็ต

วัดพระนางสร้าง ถือว่าเป็นวัดที่เก่าแก่อยู่ในเขต อำเภอถลาง  ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นการบอกเล่าเรื่องเล่าเมืองถลาง  และวัดพระนางสร้าง สันนิษฐานว่าสร้างโดยพระนางเลือดขาว  และที่วัดแห่งนี้ยังมีพระพุทธรูปดีบุก ซึ่งค้นพบเมื่อ พ.ศ.2526  ซึ่งซ่อนอยู่ในพระประธานบริเวณพระอุระ คาดว่าสร้างในสมัยอยุธยา  ชาวบ้านเรียกว่า " พระในพุง " โดยคาดว่าชาวเมืองเอาซ่อนไว้ในช่วงศึกสงครามพม่า

การเดินทางสู่วัดพระนางสร้าง
วัดพระนางสร้างอยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 19 กิโลเมตร ให้ถนนทางหลวงหมายเลข 402 โดยวัดจะถึงก่อนอำเภอถลาง และก่อนถึงไฟแดดสี่แยกวัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ

วัดม่วงโกมารภัจจ์ ( วัดม่วง ) ภูเก็ต














วัดม่วงโกมารภัจจ์ ( วัดม่วง )

วัดม่วงโกมารภัจจ์ หรือ ชาวบ้านเรียก " วัดม่วง " ตั้งอยู่บ้านเหรียง หมู่ 3 ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นวัดร้างอยู่ในความดูแลของวัดพระนางสร้าง มีพระพุทธรูปปูนปั้นครึ่งท่อน เคียรชำรุด  ชาวบ้านเชื่อกันว่าวิญญาณของพระภิกษุ ในสมัยรัชกาลที่ 5  ซึ่งได้มรณภาพ ที่วัดแห่งนี้ยังคงสถิตย์อยู่ที่พระพุทธรูปครึ่งองค์นี้  ใกล้พระพุทธรูปเคยมีต้นทึงและต้นทัง  ซึ่งลายแทงที่วัดม่วงโกมารภัจจ์กล่าวถึงว่า ระหว่างต้นทึงกับต้นทังเป็นบริเวณที่ฝังสมบัติ

ชาวบ้านยังมีความเชื่ออีกว่า วัดม่วงโกมารภัจจ์เคยเป็นวัดในสมัยท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร  ซึ่งก่อนเกิดเหตุสงครามศึกถลาง ปี 2328 เจ้าเมืองถลางได้ใช้ลานวัดม่วงเป็นสถานที่ฝึกซ้อมทหาร ฝึกการเคี่ยวน้ำมัน ลงยันต์ทหาร ฝึกซ้อมรำกริช  ฝึกผสมดินปืน  ซึ่งมีบ่อน้ำ 2 บ่อ บ่อหนึ่งได้มีการแช่ว่านสมุนไพร  เพื่อให้ทหารอาบเพื่ออยู่ยงคงกระพัน  และเคยเป็นฌมปนสถานแก่บรรพชนชาวถลาง  ด้านหลังวัดเป็นที่ฝังศพชาวไทยมุสลิมบุคคลสำคัญ เช่น สุสานแม่หม้าเสี้ย

ในปี2528 ทางจังหวัดได้จัดงานฉลองครบ 200 ปี วีรสตรีเมืองถลาง ชาวถลาง ได้ช่วยกันปั้นหุ่นปูนประติมากรรมท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ในอิริยาบทต่าง ๆ คือ กลุ่มตักบาตร พิธีการสักเลขทหารเอก  นายประตูยามเฝ้าฝึกเพลงรบ  พิธีออกอุปสมบทของลูกชาย " พระยาถลางเทียน "

ต่อมามูลนิธิท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ได้มีการก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2536 โดย ดร.ยุวัฒน์ วุฒิเมธี และคณะกรรมการ สร้างวิหารศาลาจตุรมุกเจดีย์เป็นอยุสรณ์  ประดิษฐานรูปปั้นท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร  และมีพระพุทธมณีศรีถลาง ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง

การเดินทางสู่วัดม่วงโกมารภัจจ์
จากตัวเมืองภูเก็ต ใช้เส้นทางถนนเทพกระษัตรี เดินทางออกนอกเมือง วิ่งผ่านอนุเสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ตรงตามเส้นทาง ผ่านสี่แยกอำเภอถลาง ตรงไป ประมาณ 200 เมตร ให้สังเกตุทางซ้ายมือจะมีซอยเลี้ยวเเข้า ตรงสะพานลอยข้ามถนน ตรงข้ามที่ทำการอำเภอถลาง เลี้ยวซ้ายเข้าไปตามถนน จนกระทั่งถึงทางแยกให้ตรงไป และเลี้ยวซ้ายเข้าวัด

ประเพณีถือศิลกินผัก ภูเก็ต




















ประเพณีถือศิลกินผัก ภูเก็ต

ประเพณีถือศิลกินผัก หรือ เจียะฉ่าย ของจังหวัดภูเก็ต เป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบสานกันมาเกินกว่า 100 ปี เป็นประเพณีที่จัดขึ้นด้วยการร่วมแรงรวมใจของชาวภูเก็ต โดยประเพณีถือศิลกินผักภูเก็ต เริ่มครั้งแรกที่ อำเภอกะทู้ ในปีพ.ศ. 2368 พระยาถลาง ( เจิม ) ได้ย้ายเมืองจากถลาง มาตั้งอยู่บริเวณบ้านเก็ตโฮ่ ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ดีบุก  แต่ในบริเวณดังกล่าวยังเป็นป่าทึบมีไข้ป่าชุกชุม  ดังนั้นเมื่อคณะงิ้วเร่ ( บั่วฮี่ ) จากเมืองจีนได้เดินทางมาเปิดการแสดงที่นี่ และได้เกิดล้มเจ็บลง คณะงิ้วดังกล่าวจึงได้มีการประกอบพิธีกินผักขึ้น  เพื่อบวงสรวงเทพเจ้า " กิ่วฮ่องไต่เต่ " และ " ยกฮ่องซ่งเต่ " และหลังจากนั้นปรากฏว่า โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้หายไป เมื่อทราบถึงชาวกะทู้ในสมัยนั้น  และได้เกิดศรัทธาจึงได้มีการประกอบพิธีกินผักขึ้น  โดยเริ่มตั้งแต่ วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง วันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 รวม 9 วัน 9 คืน  เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และบ้านเมือง

ต่อมามีผู้รับอาสาเดินทางไปอัญเชิญเหี่ยวโห้ยหรือเหี่ยวเฮี้ยน ( ควันธูป ) และเลี่ยนตุ่ย ( ป้ายชื่อ ) พร้อมทั้งคัมภีร์ต่าง ๆ ที่ใช้ในพิธีกินผักที่มณฑลกังไส  ประเทศจีน  จากนั้นได้เดินทางกลับมาถึงในวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 9 เมื่อชาวบ้านทราบข่าวจึงได้จัดขบวนไปรับที่บ้านบางเหนียว อันเป็นกำหนดของพิธี รับพระ นั้นเอง

ในพิธีกินผักนั้น ช่วงบ่ายก่อนวันพิธีหนึ่งวัน จะมีพิธียกเสาโกเต้งไว้หน้าศาลเจ้า  เพื่อประกอบพิธีอัญเชิญเจ้า " ยกฮ่องซ่งเต่ " ( พระอิศวร ) และ " กิ่วฮ่องไต่เต่ " ( ผู้เป็นใหญ่ทั้งเก้า ) มาเป็นประธานในพิธีและจะนำตะเกียง 9 ดวง ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มพิธีถือศิลกินผัก

พิธีกรรมในระหว่างประเพณีถือศิลกินผัก
พิธีอัญเชิญลำเต้า - บักเต้า ( เทวดาผู้กำหนดเวลาเกิดและตาย )
พิธีกิ้วเก้ง ( พิธีแห่พระ )
พิธีอาบน้ำมัน
พิธีขึ้นบันไดมีด
พิธีโก้ยโห้ย ( พิธีลุยไฟ )
พิธีโก้ยห่าน ( พิธีสะเดาะเคราะห์ )

ตลอดจนการอัญเชิญเจ้ามาประทับในร่างม้าทรง และมีการแสดงอิทธิฤทธิ์  ด้วยการทรมานร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อรับทุกข์แทนผู้ถือศิลกินผัก และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง ในระหว่างพิธีตลอด 9 วันจะมีการประโคม ด้วยกลอง ล่อโก๊ะ และจุดประทัด ยิ่งโดยเฉพาะช่วงวันส่งพระนั้น ถือเป็นวันสุดท้ายของพิธี มีความเชื่อว่า เสียงดังของประทัดจะทำให้สิ่งชั่วร้ายหมดไป จึงมีการจุดประทัดกันจำนวนมาก

ข้อปฏิบัติ 10 ประการ สำหรับผู้เข้าร่วมถือศิลกินผัก
ชำระร่างกายให้สะอาดตลอดช่วงเทศกาล
ทำความสะอาดเครื่องครัว และแยกใช้คนละส่วนกับผู้ที่ไม่ได้ร่วมถือศิลกินผัก
ความสวมชุดขาวตลอดช่วงเทศกาล
ประเพฤติตนดีทั้งกายและใจ
ห้ามบริโภคเนื้อสัตว์
ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเทศกาล
ห้ามดื่มสุรา และของมึนเมา
ผู้อยู่ระหว่างไว้ทุกข์ ไม่ควรร่วมเทศกาล
หญิงมีครรภ์ไม่ควรดูพิธีกรรมใด ๆ
หญิงมีประจำเดือนไมีความร่วมพิธีกรรมใด ๆ ในช่วงเทศกาล